แตงโมช่วยลดความเสี่ยงโรค แต่ทานมากไปก็เสี่ยงโรคเช่นกัน

NO.1 เวย์โปรตีน ISOLATE นำเข้าจาก อเมริกา > Article > บทความ > แตงโมช่วยลดความเสี่ยงโรค แต่ทานมากไปก็เสี่ยงโรคเช่นกัน

แตงโม ทานแล้วช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นหรือดับร้อน ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งและเบาหวาน ป้องกันภาวะขาดน้ำ บำรุงหัวใจ แต่ไม่ควรทานแตงโมในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น ทำให้เสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูง

 

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture หรือ USDA) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2562 ระบุว่า แตงโมสุก 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 91.4 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 30 กิโลแคลอรี่ และมีสารอาหารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • คาร์โบไฮเดรต 7.55 กรัม
  • น้ำตาล 6.2 กรัม (แบ่งเป็นน้ำตาลฟรุกโตส 3.36 กรัม น้ำตาลกลูโคส 1.58 กรัม น้ำตาลซูโครส 1.21 กรัม และน้ำตาลมอลโทส 0.06 กรัม)
  • โปรตีน 0.61 กรัม
  • ไฟเบอร์ 0.4 กรัม
  • ไขมัน 0.15 กรัม
  • โพแทสเซียม 112 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 8.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 28 ไมโครกรัมอาร์เออี

ที่สำคัญ แตงโมมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลากหลายชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 โฟเลต โคลีน แคโรทีน ลูทีนและซีแซนทีน โดยเฉพาะไลโคปีน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระทำลายจนเสื่อมสภาพก่อนวัย และอาจนำไปสู่โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

ประโยชน์ของแตงโม

แตงโมอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพของแตงโม ดังนี้

 

  • อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง

แตงโมอุดมไปด้วยวิตามินเอและไลโคปีน ปริมาณแตงโม 100 กรัม มีไลโคพีน 4,532 ไมโครกรัม ไลโคปีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง

พบว่า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไลโคปีนกับความเสี่ยงมะเร็งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Medicine (Baltimore) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งได้ทำการวิจัยโดยการทบทวน วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลจากงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 2,300 ชิ้น บ่งบอกว่า การบริโภคไลโคปีน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ เนื่องจากไลโคปีนอาจช่วยลดระดับไอจีเอฟ-วัน (IGF-1) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีโครงสร้างคล้ายอินซูลิน และทำให้เซลล์แบ่งตัว เมื่อฮอร์โมนชนิดนี้ลดลง จึงอาจช่วยยับยั้งการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

 

  • อาจช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

แตงโมเป็นผลไม้รสหวานที่ให้พลังงานต่ำ หากรับประทานแตงโมแทนมื้อว่างรองท้องในปริมาณพอเหมาะ อาจส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักมากกว่าการรับประทานเบเกอรี่ หรือขนมคบเคี้ยว แตงโมสดช่วยให้อิ่มและอยู่ท้องนานกว่าคุกกี้ โดยสามารถลดความหิว และความอยากอาหารได้นานกว่า 90 นาทีหลังรับประทาน ทั้งยังมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระและไขมันในเลือดที่สมดุลขึ้นด้วย

 

  • บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

แตงโมมีกรดอะมิโนชื่อว่าซิทรูลีน (Citrulline) อาจช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกาย และอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าความเหนื่อย โดยไม่ส่งผลต่อระดับแลคเตทในเลือด ซึ่งแลคเตท (Lactate) เป็นกรดชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะหลั่งออกมาเมื่อออกแรงมาก ๆ ยิ่งมีแลคเตสสูง ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อล้า

 

  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะขาดน้ำ

แตงโมเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ มีน้ำประกอบอยู่มากถึงประมาณ 90% ยกตัวอย่าง แตงโมสุก 100 กรัม มีน้ำ 91.4 มิลลิลิตร และการรับประทานอาหารที่มีน้ำในปริมาณมากช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ เช่น การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การลำเลียงสารอาหารไปสู่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายตื่นตัวอยู่เสมอ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะขาดน้ำ

 

  • มีส่วนช่วยบำรุงผิว

แตงโมมีวิตามินซี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้ผิวและผมแข็งแรง ส่วนวิตามินเอก็มีส่วนในกระบวนการสร้างและฟื้นฟูเซลล์ผิวหนัง การรับประทานแตงโมที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีเป็นประจำจึงอาจช่วยให้สุขภาพผิว และเส้นผมแข็งแรงขึ้นได้ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทของวิตามินซีต่อสุขภาพผิวที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 พบว่า วิตามินซีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับวิตามินอี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ช่วยให้แผลที่ผิวหนังสมานเร็วขึ้น ช่วยลดการเกิดแผลเป็น ทั้งยังอาจช่วยลดเลือดริ้วรอยก่อนวัยได้ด้วย

 

คลายข้อส่งสัยในการทานแตงโม

  • กินเมล็ดแตงโมอันตรายไหม

การเผลอกลืนเมล็ดแตงโมเพียงไม่กี่เมล็ด ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารสามารถย่อยเมล็ดแตงโมและเปลี่ยนเป็นของเสียขับออกจากร่างกายได้ แต่การทานเมล็ดแตงโมจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือทำให้ท้องผูกได้ ก่อนรับประทานแตงโมจึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีเมล็ดหลงเหลืออยู่ในเนื้อแตงโม โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่อาจทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินอาหาร เสี่ยงติดคอหรือทำให้สำลักได้

 

  • รับประทานมากเกินไป เป็นอันตรายแค่ไหน

การทานแตงโมมากเกินไป ทำให้มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน และโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตซึ่งไม่สามารถย่อยและดูดซึมในทางเดินอาหารได้ เช่น น้ำตาลฟรุกโตส

ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ เนื่องจากแตงโมมีค่าดัชนีน้ำตาลหรือไกลซีมิกสูง หลังรับประทานเข้าไปอาจทำให้น้ำตาลในเลือดแปรปรวนหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน หรือมีภาวะเสี่ยงเบาหวาน

 

เพราะฉะนั้น ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์แบบครบถ้วน โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ถึงแม้แตงโมจะมีคุณประโยชน์มากมาย อย่าลืมที่จะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงแบบสมบูรณ์มากที่สุด ที่สำคัญการออกกำลังกายก็มีความจำเป็น เพราะทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น อารมณ์ไม่แปรปรวน ช่วยลดน้ำหนัก กระชับรูปร่าง

 

สนใจรับเคล็ดลับลดน้ำหนัก เพิ่มกล้าม ได้ที่

Facebook : WheyMagneto

Instagram : WheyMagneto

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *